Rainy day in Oslo

ชีวิตไม่คิดไม่ฝันว่าจะไปเยือนแถบสแกนดิเนเวีย ไม่ใช่อะไรค่ะ มันแพงงงงง  แต่เนื่องจากจะกลับไทยละ เพื่อนสนิทคนหนึ่งมาเรียนต่อที่เดนมาร์ก และตอนช่วงที่เราอยู่ไทยก็โดนเททริปไม่มาเจอกัน มันจึงเกิดปรากฏการณ์มาเจอกันก่อนจะไม่เจอกันอีกอย่างน้อยสองปี (ไม่นับก่อนหน้านี้ที่ไม่ได้เจอกันมาสองปีกว่าได้มั้ง) เออปีนี้ครบสิบปีที่รู้จักกันพอดีถือว่ามาฉลองละกัน

ตื่นเช้าออกจากบ้านตั้งแต่ไก่ยังไม่โห่ กับรถเมล์คันแรกเวลาตีสี่ครึ่งไม่พอ ยังต้องนั่ง ICE ไปสนามบินด้วยเพราะ RE ธรรมดาถ้ามันเลทซักจุดนึงนี่ตกเครื่องแน่ๆ เจอเรื่องฮาแต่เช้า เมื่อผ่านจุดเช็คกระเป๋า ตอนเราเอาถุงของเหลวออกมา คุณลุงตาไวไปเห็นถุงขนมของเราในซิปล็อคว่ามี nutella go ด้วย…..ลุงหยิบออกมาบอกว่า นี่จัดเป็นของเหลวนาจา แล้วยัดใส่ไปกับถุงของเหลว  ตลกมาก..หน้าเราเหวอมากแบบลุงงงงงหนูขอโทษษษหนูไม่รู้ว่ามันจะจัดเป็นของเหลวววว

img_4594
วิวจากบน Opera house ครึ้มไปปป

จากนั้นไฟลท์เราต่อเครื่องที่ฮัมบวร์ก เป็นข้างในสนามบินที่รู้สึกว่าไร้ของกินมาก (คือมี แต่ไม่อร่อย…) ตามสไตล์สนามบินทั่วไป ทั้งสองขาที่บินจองที่นั่งริมหน้าต่าง ไม่ใช่อะไร พกหมอนรองคอมานั่งที่ปุ๊ปถอดแว่นหลับค่ะ แบบมาตื่นๆก็เวลาใกล้แลนด์ ที่ออสโลนี่แบบมองข้างนอกฟ้ามืดแว๊บอีกทีเครื่องลงสนามบินละ (ตัดจอดำมาก) วันแรกกด ATM ออกมา 2500 NOK ซื้อตั๋วแบบ 24 hrs ราคาประมาณ 190 มั้ง เพราะทีแรกกะว่าจะไปเที่ยวนั่นนี่ แต่ฝนฟ้าไม่เป็นใจเลย  ถึง Oslo S ฝนกระหน่ำ ส่ิงแรกที่ทำคือฝากกระเป๋าแล้วหาของกิน แต่ด้วยความงงในสถานที่ มื้อแรกของเราเลยจบที่เบอร์เกอร์คิง ซึ่งราคาแบบเซทจะประมาณร้อยต้น แบบ 116 NOK ไรงี้อ่ะ (เราคิดแบบง่ายคือหารสิบจะเป็นหน่วยยูโร)  ติดฝนอยู่ซักพักก็จะหาทางเที่ยว ปรากฏเดินออกไปด้านนอกจุดรูปปั้นเสือได้ห้านาที ฝนแม่งเทซะรองเท้าเกือบชุ่มละ ถ้าอยู่นานเปียกถึงข้างในมันต้องไม่ดีแน่จอร์จ เลยกลับมาเดินวนเล่นในสถานี ซักพักก็ตัดสินใจเดินไปเล่นที่ Opera house

img_4585ซึ่งเป็นการเดินเล่นจริงๆ ขอแสดงความนับถือเสื้อ Jack Wolfskin ไว้ ณ ที่นี้ คือไม่ค่อยพกเธอไปเปียกฝนหนักเท่าไหร่ แต่นางเอาอยู่อ่ะ ไม่มีซึมเลยในส่วนของเสื้อ (เราแยกชิ้นเอาส่วนนอกของแจ็คเกทที่ปกติเอาไว้ใส่หน้าหนาวมาเพราะเห็นว่าฝนจะตก) ถึง Opera house ส่วนที่เป็นที่แขวนเสื้อก็เอาไปแขวนทิ้งค่ะ ที่นี่เนตฟรี ห้องน้ำฟรี สะอาดด้วย ทำเอาเราซึ่งก่อนหน้านี้เสีย 20 NOK เข้าห้องน้ำในสถานีแทบร้องไห้ สวรรค์มาก แต่ส่วนอื่นๆข้างในปิดไม่ให้เข้า การมาเดินเล่นที่นี่เลยเป็นการนั่งพักให้เสื้อแห้งอย่างแท้จริง…. (แน่นอนว่า ค่ารถที่เสียไปแม่งไม่คุ้ม ๕๕๕๕) ในวันนี้เรานัดเพื่อนที่ออสโลไว้ให้พาเดินเที่ยว หลังจากเสื้อแห้งฝนซาก็นัดเจอกันแถวๆ national theather เดินขึ้นเขาไปดูวังนิดนึง เดินเลาะตาม main street back to Oslo S มารับเพื่อนร่วมทริปห้าวันตัวจริงของดิชั้น กับลมที่เริ่มแรงหน่อยๆ พอได้ฟังประวัติศาสตร์เล็กๆของนอร์เวย์

มาไขปวศ.กันพอสังเขป นอร์เวย์พื้นที่ส่วนใหญ่มันสูงต่ำเป็นเขา ดังนั้นการเดินที่นี่ความเมื่อยน่องจะมาเยือนโดยไม่รู้ตัว  ต่างกับประเทศข้างๆอย่างสวีเดนที่ไม่ค่อยมีเขาเท่าไหร่ เพื่อนบอกว่านอร์เวย์เคยยกเขาแถบชายแดนเป็นของขวัญให้สวีเดน อยู่ที่นี่ก็เป็นอารมณ์เขาดาดๆทั่วไป พอไปฝั่งโน้นเข้ามันกลายเป็นเขาสูงอันดับต้นๆของประเทศค่า (ค่ะ…แค่ระยะทางสองป้ายรถใต้ดินนี่ก็รู้ซึ้งละ) แต่ก่อนประเทศนี่ก็จน พอมาช่วงห้าสิบปีหลังนี่แหล่ะ ขุดเจอน้ำมัน รวยค่ะ…พลิกชีวิตกันเลยทีเดียวimg_4622

สังเกตราคาข้าวของที่นี่แล้วก็ขนลุกเบาๆ แพงไม่บันยะบันยัง นี่คือเพราะแกรวยชระ ตอบบบบ  นี่รู้สึกยังกะอยู่สวิสอยู่เลยทีเดียว  เนื่องจากรวยๆกัน ดังนั้นงานพวกที่ใช้คนบริการทั้งหลายเรารู้สึกว่าเป็นคนต่างชาติซะเยอะ (ซึ่งดูจะมี service mind มากกว่าคนนอร์ช) ของที่ระลึกที่ฮิตๆกันเป็นพวกมีธงชาติติด(ชาตินิยม) หรือตุ๊กตาตัวโทรล ไวกิ้ง …และในมุมของข้าพเจ้า ตัวโทรลนี่มันไม่น่าพิสวาทเท่าไหร่ก็เลยติดไม้ติดมือมาแต่โปสการ์ดเช่นเคย

โชคดีที่พอเจอเพื่อนแล้วฝนหยุดตกพอดี ไม่งั้นคงต้องเปลี่ยนโปรแกรม เราเดินเที่ยวสวน Vigeland Sculpture Park ซึ่งเป็นสวนที่มีรูปปั้นประหลาดๆ นัยว่าเป็นสัจธรรมชีวิตหรือความลึกซึ้งของศิลปะ ซึ่งเราเข้าไม่ถึง (ฮา)

เข้าไม่ถึงในที่นี้หมายความว่ามันเป็นรูปปั้นค่อนข้างจะร่วมสมัยน่ะ ซึ่งความอ่อนช้อยก็จะน้อยลงไปด้วย เห็นรูปของจริงตอนแรกนี่เกือบอุทานออกมาว่า WTF!? สิ่งนี้คืออัลไลลลล

เป็นการเดินเล่นที่เหมือนเดินแลกเปลี่ยนชีวิตกับเพื่อนมากกว่าจะดูอะไรจริงๆจังๆ คือเราชอบศิลปะแนวยุคเนสซองค์มากกว่า ถ้าให้ดูรูปปั้นจะไปดูกรีกโรมัน ปิเอต้าไรงี้โอเค ภาพแนวโมเน่ต์ แวนโก๊ะก็ยังพอรับไหว ไม่ชอบพวก modern art เพราะตีความไม่ถูกพอเจอแนวนี้ยอมรับว่าไม่ค่อยถูกจริตอ่ะ

จากนั้นเรานั่ง T ต่อไป Holmenkollbakken แลนด์มาร์คสำคัญที่จะเห็นออสโลมุมสูง (ขาไปแนะนำนั่งฝั่งซ้ายจะได้ดูวิว) เป็น ski jumping hill ซึ่งสูงเว่อร์!!! แบบเป็นเราไม่กล้าไถลลงมาแน่ๆ แต่ด้วยความที่ฟ้าเริ่มมืดเราก็เลยไม่ได้ภาพจุดนี้มามากเท่าไหร่ ชากลับผ่านร้านอาหารซึ่งเพื่อนเหลาให้ฟังว่าราคาเฉลี่ยมื้อนึงประมาณ 40-50 Euro OMG! ค่ะจุดนี้ยอมกินเบอร์เกอร์คิงประทังชีวิต เพื่อนส่งเรากลับ Oslo S เพราะเราต้องขึ้นรถไฟเที่ยวสี่ทุ่มกว่าไป Stavenger เป้าหมายหลักของทริป เหตุผลที่เลือกรถไฟกลางคืนนอกจากจะประหยัดค่าที่พักแล้วยังเพราะเส้นทางนี้ต้องนั่งรถนาน ไปถึงปลายทางเจ็ดโมงเข้า (มีอะไรจะดีไปกว่านอนฆ่าเวลาฮะ) แล้วค่ารถกับเวลาไปกลับก็ค่อนข้างลงตัวกับแพลนทริปของเราด้วย

คนที่สนใจนั่งรถสายนี้ แนะนำแพลนแล้วเข้าไปจองล่วงหน้า เราได้ค่ารถไปกลับ 249 NOK + 399 NOK สี่ทุ่มกว่าถึงเจ็ดโมงเช้าทั้งสองขาเป็นตู้ธรรมดานะไม่ใช่ตู้นอนแต่ที่นั่งจะมีผ้าห่มผ้าปิดตาหมอนเป่าที่อุดหูให้พกกลับบ้านได้ถ้าอยากแต่ถ้าทิ้งไว้เหมือนเค้าจะเอาไปบริจาคต่อ

บนรถไฟมีอินเตอร์เนต แต่จะเข้าเวบพวก youtube ไม่ได้เพราะมันกินแบนวิท แบบว่ามันแชร์กันใช้หลายคนนะยูวว  ข้อดีอีกอย่างที่เราสังเกตคือที่นี่หา free wifi ค่อนข้างง่ายนะ ถึงเราจะไม่ค่อยได้ใช้ แต่พอจะเปิดทีไรก็หาเจอเรื่อยๆ หน้า Narvesen (อารมณ์ 7-11 ที่โน่น) ยังมีเยอรมันหาเนตฟรียากกว่าเยอะ

ทีแรกลังเลว่าจะไปเกาะที่มีมิวเซียมหลายๆอันรวมกัน แต่ดูแล้วค่าเรือบวกค่าเข้าฝนกระหน่ำแบบนี้ไม่คุ้มแหงๆ เพราะมันเป็น open air museum  เป็นอันว่าออสโลวันฝนตกนี้เราได้เดินเที่ยวชิวๆอยู่สามที่ด้วยกัน  คิดว่าเราก็ค่อนข้างใช้เวลาได้คุ้มนะ เวลาฝนตกเอ็งจะทำอะไรได้ จริงมะ? ถึงกระนั้นมาดูระยะทางที่เดินไปก็หลายกิโล เดินเมืองบนเขานี่มันเมื่อยจริงเหวย -___-‘

พอขึ้นรถไฟเก็บของเปลี่ยนเป็นกระโปรงยาวนอนแล้วเราก็หลับนอนบนรถถึงจะไม่หลับสนิทนักแต่ก็พอกล้อมแกล้มไปได้ทีแรกกะว่าซักหกโมงครึ่งจะตื่นมาเปลี่ยนกางเกงล้างหน้าปรากฏว่าหกโมงเช้ามีคุณเจ้าหน้าที่ขึ้นมาปลุกคนทั้งขบวนบอกว่าลงตรงนี้ไปเปลี่ยนรถเหวอสิคะเก็บของเก็บสัมภาระกางเกงก็ยังไม่มีเวลาจะเปลี่ยนต้องรีบลงรถไฟมาขึ้นรถบัสท่ามกลางอากาศเย็นๆฟ้ามืดๆ

ขึ้นรถบัสแบบไม่รู้เหนือรู้ใต้ หกโมงครึ่งรถจอด เราเลยลงรถไปถามคุณลุงคนขับว่ารถคันนี้ไป stavenger ใช่มั้ย ลุงงงๆ บอกใช่ แต่ยังไม่ใช่ป้ายนี้  พอเรากลับขึ้นรถ บรรดานักท่องเที่ยวที่นั่งแถบๆเดียวกันก็เริ่มถามเรามั่งว่า สรุปคันนี้ไป stavenger ป่ะยู เออออใช่ แต่ป้ายไหนไอไม่รู้เหมือนกัน เดี๋ยวลุงน่าจะบอก คือนี่ทุกคนมาแบบเบลอ รถไปไหนไม่รู้ชะตากรรมเหมือนกันนี่หว่า (ฮา) ลุงขึ้นรถมาทักทายเป็นภาษานอร์ช ….อึ้งทั้งคัน…..เงียบกริบเข็มตกได้ยิน ลุงเลยเปลี่ยนไปพูดว่า ไป stavenger  เนอะ โอเคขับต่อ

img_4626ค่ะ เจ็ดโมงเศษๆเราก็ถึงที่หมาย คราวนี้ต้องลงหมดคันจริงๆ เราสองคนก็สะโหลสะเหล่ เอาไงดีวะ request early check-in ไว้ 11 โมง มื้อเช้าแรกของเราเลยกลายเป็นไส้กรอก big boy narvesen นั่นเอง ไส้กรอกพันแฮมบวกหนมปังยาวราคาเกือบ 50 NOK ไว้ซุปเปอร์เปิดแม่จะซื้อไส้กรอกกินให้หนำใจ (บ่นแต่ก็กิน) ยังเหลือเวลาอีกมากอยู่ดีแต่ก็ตัดสินใจเป็นไงเป็นกัน เข้าโรงแรมฝากเป๋าเหอะ 

หลังจากลากกระเป๋าขึ้นเนินเขาจุดนี้ต้องทำใจ ไม่มีที่ไหนไม่ชัน ก็พบว่าแขกบอกจะเช็คอินเลท ห้องเราไม่น่าได้ตอน 11 โมงอาจจะได้อย่างเร็วเที่ยงครึ่ง

IMG_4628.jpg

กลายเป็นการตื่นก่อนเวลาที่ตั้งใจทำเอาเรารู้สึกแลคยันเข้าโรงแรม ถึงที่ปุ๊ปอยากนอนชะมัด แต่ห้องยังไม่เสร็จเราสองเลยนั่งปรึกษากันว่าวันนี้จะไปไหนดี นั่นนานจนรีเซปชั่นบอกว่าถ้ารออีกซักสิบนาทีห้องจะเสร็จแล้ว (ฮา)  ได้เข้าห้องสิบโมงครึ่ง เราอาบน้ำแล้วบอกเพื่อนว่าไว้เที่ยงค่อยออกไปร่อนกัน หลับสนิท…. 

เธอเห็นปลายทางนั่นไหม..เดินขึ้นสุดทางค่า ไว้เอนทรี่หน้าจะยกให้ Stavenger เต็มๆละกัน ตัดจบยกที่หนึ่งก่อน 🙂

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s