Free Walking Tour : Munich เดินเล่นฟังประวัติศาสตร์กับทัวร์ฟรีที่มิวนิค

อยู่ที่นี่มีโอกาสได้เดิน Free Walking Tour อยู่สองครั้งด้วยกัน ครั้งแรกที่ลองตอนนั้นไปมิวนิคค่ะ เป็นการเดินทัวร์ครั้งแรกที่ค่อนข้างประทับใจมาก เลยอยากแชร์​ เผื่อว่ามีคนสนใจ เพราะที่ไทยยังไม่น่ามีทัวร์แบบนี้ซักเท่าไหร่เนอะ

ถึงจะเป็นทัวร์ที่เรียกว่าฟรี แต่จริงๆคือจ่ายด้วยการทิปไกด์ค่ะ ไม่มีข้อกำหนดว่าให้เท่าไหร่ เรียกว่าถ้าพอใจไกด์ก็ให้ตามใจ เลขที่แนะนำในเวบพวก tripadvisor คือควรจะให้ตั้งแต่ 10 ยูโรขึ้นไป เวลาการเดินของแต่ละทัวร์อันนี้แล้วแต่เมือง แต่รับรองว่าได้ออกกำลังกายขาจนเมื่อยแน่ ดังนั้นใส่รองเท้าที่เดินสบายหน่อยก็จะดีค่ะ

อาจจะมีหลายๆบริษัทให้บริการอยู่ พอดีเจอโบร์ชัวร์จากโรงแรมและใกล้เวลาเลยเข้าไปจอย บริษัทที่เราไปเดินด้วยวันนั้นชื่อ SANDEMANs ไกด์จะใส่เสื้อสีแดงเด่นเป็นเอกลักษณ์​รออยู่ที่  Marienplatz ทัวร์มิวนิคมีวันละสามรอบ 10:00 10:45 และ 14:00 ค่ะ (เราเลือกรอบบ่าย)

munich_IMG_3083_1024 2

ไกด์ของเราวันนั้นเป็นสาวจากเมืองผู้ดีอังกฤษค่ะ เริ่มทัวร์ที่ Marienplatz ฟังเรื่องยุคศวรรษที่ 16 ช่วง Thirty Years’ War ที่มาของ Mariensäule  เสาสูงที่ด้านบนมีรูปปั้นพระแม่มารีทองคำ landmark หนึ่งของมิวนิค

จากนั้นเดินไปต่อที่โบสถ์ Frauenkirche ที่ใช้เวลาสร้างเพียงแค่ 20 ปี ซึ่งถือว่าสั้นมากๆนะคะ บางโบสถ์ใช้รวมเป็นหลายร้อยปี แต่ถ้าดูว่าโบสถ์ประกอบขึ้นด้วยอะไรก็คงจะไม่แปลกใจ เป็นวัสดุที่ไม่ได้หายากต้องขนส่งมาไกลอะไรแบบนี้ ส่วนที่เป็นหอคอยนั้นสูงที่สุดในเมือง และตามกฏหมายคือไม่สามารถสร้างตึกใหม่ที่สูงกว่านี้ได้ นี่เลยเป็นสิ่งปลูกสร้างที่สูงที่สุดในเมืองค่ะ

ภาพนี้คือเป็นโมเดลเมือง เห็นชัดเลยว่าตัวยอดโบสถ์สองคู่นี่เด่นเป็นสง่า >>

munich_IMG_3088_1024 2ตำนานเล่าว่าสถาปนิกคือ Jörg von Halsbach ได้ทำสัญญากับปีศาจไว้ ว่าจะสร้างโบสถ์ที่ไม่เห็นหน้าต่างจากด้านใน ดังนั้น ปีศาจจึงช่วยให้เค้าสร้างโบสถ์เสร็จในเวลาอันสั้น เมื่อเสร็จแล้ว เขาเชิญปีศาจเข้าไปข้างใน ตรงกลางโบสถ์ที่จะมองไม่เห็นหน้าต่าง แต่แท้จริงแล้วถ้ามองด้านข้างโบสถ์มีแสงเข้าได้จากหน้าต่างมากมายหลายบานเลยทีเดียวค่ะ ด้วยความโกรธปีศาจเลยกระทืบเท้าลงไป กลายเป็น รอยเท้าปีศาจ (Footprint of the Devil) ที่ยังเห็นได้ในทุกวันนี้
แต่ที่จริง..เราว่ารอยเท้านี่ก็คงเป็นของคุณ Jörg von Halsbach นี่แหล่ะค่ะ ขนาดเท่ารอยเท้าคนธรรมดาบวกรอยตวัดนิดหน่อยให้ดูมารๆ 555+

ต้องบอกว่าภาพที่ทุกคนพูดถึงมิวนิคต้องหนีไม่พ้น Oktoberfest แน่ๆ…ช่วงนั้นที่พักทั้งหลายจะเต็มเร็วมาก จองล่วงหน้ากันเรียกกว่าเกือบข้ามปีถ้าจะพักในเมือง ถ้าหาไม่ได้ จะข้างทางหรือพักเมืองอื่นและนั่งรถเข้ามาร่วมงาน(ถ้ายังมีสติจะลากตัวเองกลับไป) ใครจะไปร่วมงานควรเตรียมตัวล่วงหน้าดีๆนะคะ

มีเรื่องเล่าฮาๆว่า สิ่งที่คนทำหายมากที่สุดในงาน นอกจากแว่น มือถือ กุญแจ เงิน หรือพาสปอร์ตแล้ว อีกอย่างที่อาจจะมีคนพยายามทำหาย คือ แหวนแต่งงาน ค่ะ 555+

และที่สำคัญที่สุด ถึงชื่อจะดูเป็นเดือน October แต่งานเริ่มกลางเดือน September นะคะ กรุณาเช็คตารางล่วงหน้าค่ะ 😛

พูดมาขนาดนี้..แน่นอนว่าจุดต่อไปจาก Frauenkirche เราเดินไปที่ Hofbräuhaus โรงเบียร์ชื่อดังที่มีประวัติศาสตร์มาค่อนข้างยาวนานค่ะ

munich_IMG_3099_1024 2

เค้าว่ากันว่า เบียร์ในมิวนิคนี่ ไม่นับเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่มันคือ liquid food!

เคยอ่านเจอว่า ที่มานี่ยาวนานต้ังแต่ศตวรรษที่ 14 ยุคที่เต็มไปด้วยคนใช้แรงงาน อาหารขาดแคลน สมัยนั้นเบียร์เรียกว่าเป็น liquid food ที่อนุญาตให้ดื่มได้วันละ 5 ลิตร…อืมมม โปรดใช้วิจารณญาณในการดื่ม..เอ้ย..ฟังต่อไปค่ะ

ปกติร้านทั่วๆไปนั้น ดูง่ายๆว่าเสริฟเบียร์อะไรก็จากชื่อหรือป้ายหน้าร้านนั่นแหล่ะค่ะ โดยมากแล้วก็จะเสิร์ฟยี่ห้อเดียว ไกด์บอกเราว่า Biergarten ซึ่งรัฐบาลเป็นเจ้าของนั้น จะไม่เสิร์ฟเบียร์เพียงแค่ชนิดเดียว แต่จะเสิร์ฟเบียร์หลักหกแบรนด์ของมิวนิคหมุนเวียนกันไป

ตัวอย่างเช่น มี Augustiner สามพันลิตร พอขายหมดก็เปลี่ยนแบรนด์ ขาย Paulaner ต่อสามพันลิตร ขายหมดก็เปลี่ยนไปแบรนด์ต่อไปอะไรแบบนี้ เป็นอันว่ายี่ห้อไหนไม่ค่อยนิยมก็อาจจะลูกค้าน้อยใช้เวลาขายนานหน่อย ช่วงไหนขายยี่ห้อโปรดทุกคนก็จะไปช่วยกันกินแฮปปี้ดี๊ด้ากันมากหน่อย …ก็ดูเป็นการจัดการที่ยุติธรรมดีนะ 55+

(สามพันนั่นตัวเลขสมมุตินะคะ เราลืมตัวเลขไปแล้ว 555+ เราไม่ได้ไปลองทดสอบจริงเท็จเพราะตอนนั้นดันเลือกนั่งกินร้านอื่นไปแล้ว พอลองหาแล้วที่ๆน่าจะใช้เกณฑ์นี้ก็เจอแต่ที่ Viktualienmarkt ซึ่งดูไม่ใช่พื้นที่ลานเบียร์จริงจังซักเท่าไหร่ ถ้าใครมีประสบการณ์จริงวานบอก)

gast_platzlaussen01

ส่วนที่ว่า Hofbräuhaus นี้เป็นแบรนด์ชื่อดัง เพราะเป็นแบรนด์ที่ก่อตั้งโดย Wilhelm V, Duke of Bavaria ในปี 1589 พอดยุคเป็นคนตั้งเอง การดื่มเบียร์เลยเป็นที่นิยมในคนหลายชนชั้นมากขึ้น จากเดิมที่เรียกได้ว่าชนชั้นสูงดื่มไวน์ เบียร์ก็ขยายกลุ่มเป้าหมายมากขึ้นว่างั้น

เนื่องจากตั้งมาสี่ร้อยกว่าปีแล้วก็เลยผ่านเหตุการณ์มามากมาย ที่นี่เคยเป็นที่กล่าวสุนทรพจน์ของพรรคนาซีในช่วงหนึ่ง ข้างในฮอลก็ใหญ่โตจุได้นับพันคนเลยทีเดียว

<< ภาพโรงเบียร์​ อันนี้ credit : http://www.hofbraeuhaus.de/ ค่ะ

นอกจากลูกค้าธรรมดามากหน้าหลายตาที่เข้ามาดื่ม ยังมีลูกค้าที่เป็นลูกค้าประจำ..ท่านๆเหล่านี้มีที่ประจำที่จะนั่งเวลามาร้าน มีแก้วประจำของตัวเองโดยเฉพาะ มีตู้เก็บแก้วของลูกค้าประจำเหล่านี้ ว่ากันว่าบางแก้วอายุเกินร้อยปีแล้วก็มี (แหม..ร้านเปิดมานานขนาดนี้ต้องมีถึงบ้างล่ะ!)
กว่าจะได้สิทธิเป็นลูกค้าประจำนี่ก็ต้องเข้าตามเงื่อนไข ประมาณว่ามาร้านสามวันทุกอาทิตย์เป็นเวลาสิบปีอะไรทำนองนั้นแหล่ะค่ะ (จำเงื่อนไขไม่ได้แบบแม่นๆ แต่กว่าจะได้รับเกียรติเข้ามาเป็นลูกค้าประจำนั่นก็เรียกได้ว่าต้องทุ่มทุนไปหลายอยู่นั่นแล) เรียกได้ว่าถ้าเรานั่งที่โต๊ะของลูกค้าประจำนั้นแล้วเค้ามา เราก็ต้องอัญเชิญตัวเองจากที่นั่งนั้นไปนั่นแหล่ะค่ะ

ฟังๆแล้วเบียร์นี่เกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์เมืองนี้มากกว่าที่เราคิดไว้ซะอีก..  munich_IMG_3095_1024 2

ถัดจากโรงเบียร์ เราเดินไปที่ Munich Residenz และ National Theatre (Opera House) ส่วนนี้ไกด์เล่าเรื่องราชวงศ์สมัยนั้นที่ปกครองพื้นที่แถบนี้ คนหนึ่งที่ดังๆและอาจจะได้ยินชื่อบ่อยๆ คือ King Ludwig II ผู้สร้างปราสาท Neuschwanstein นั่นแหล่ะค่ะ

สมัยที่สร้าง Opera House อันนี้ เคยมีปัญหาไฟไหม้เลยมีการออกแบบให้ด้านบนโดมเป็นหลุมรองรับน้ำไว้ ถ้าเกิดไฟไหม้ก็เปิดออกน้ำจะได้ไหลลงมาดับไฟ แต่ปรากฏว่าพอถึงเวลาจริง…น้ำที่อยู่บนนั้นแข็งเป็นน้ำแข็งค่ะ!

ตายล่ะสิ! น้ำกว่าจะมาดับไฟก็อยู่ไกล…แต่ Hofbräuhaus อยู่ใกล้กว่า เลยมีการใช้เบียร์มาดับไฟค่ะ! แต่แน่นอนว่าก็ต้องซ่อมแซมสถานที่กันอีกยาว จริงๆตั้งแต่สร้างสมัยนั้นก็มีการเก็บภาษีจากเบียร์ พอไฟไหม้หาเงินเพิ่มก็ต้องขึ้นภาษีแล้วขึ้นอีก….โถ พระเอกของเรา XD

munich_IMG_2966_1024 (1)คิดว่าหลายๆคนคงได้ยินชื่อปราสาท Neuschwanstein มาหลายๆครั้ง แต่เราเองก็เพิ่งมาอ่านความเป็นมาก็ตอนที่เรามามิวนิคนี่แหล่ะ ด้วยความที่ King Ludwig II ชอบโอเปร่าของ Richard Wagner มากทำให้ในปราสาทที่เหมือนเทพนิยายนี้เต็มไปด้วยสัญลักษณ์ตัวละครจากโอเปร่าโดยเฉพาะหงส์

ที่มาคือจากโอเปร่าเรื่อง Lohengrin อัศวินหงส์ขาว ทำนองที่ทุกคนน่าจะเคยได้ยินที่มีที่มาจากเรื่องนี้คือ Bridal Chorus หรือเพลง “Here Comes the Bride” ที่นิยมเปิดในงานแต่งงานนั่นเอง

ในตอนนั้นเนื่องจากคิงใช้เงินของราชวงศ์ในการสร้างปราสาทเยอะมาก คาดว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ถูกปลดจากการเป็นพระมหากษัตริย์โดยการวินิจฉัยว่าทรงมีพระอาการทางจิต หลังจากนั้นพระองค์ทรงสิ้นพระชนม์อย่างมีเงื่อนงำ หลังจากไปเดินเล่นที่ริมทะเลสาบ Starnberg กับแพทย์ส่วนพระองค์…

ปราสาท Neuschwanstein ที่เหลืออยู่ กลายเป็นสัญลักษณ์และทำเงินมหาศาลให้แคว้นบาวาเรียในภายหลัง

จบโซนนี้เราเข้าสู่ประวัติศาสตร์ยุคสงครามโลกกันค่ะ เดินลัดเลาะ Munich Residenz  ผ่านตรอกประวัติศาสตร์ที่เคยมีการปะทะครั้งใหญ่ระหว่างกลุ่มตำรวจของรัฐกับผู้ติดตามของฮิตเล่อร์ สาดโคลน propaganda กันสนุก จนถึงยุคที่เยอรมันเงินเฟ้อ การเดินทัวร์ของเราก็ไปจบลงที่หน้า Feldherrnhalle พอดี เรื่องช่วงนี้ออกจะหนักหน่วงและรายละเอียดเยอะอยู่ซักหน่อย  ตอนเงินเฟ้อนี่ก็เอาส่วนนึงไปเขียนต่อในเพจละล่ะค่ะ

 หน้า Feldherrnhalle

munich_IMG_3070_1024 2

ที่หน้า Feldherrnhalle  นี้ ฝั่งตะวันออกเป็น Hofgarten  (หรือเรียกได้ว่ายังเป็นโซน Munich Residenz) ส่วนฝั่งตะวันตก เป็นโบสถ์ Theatinerkirche ข้างหน้ามีรูปปั้นสิงโตสองตัว ตัวหนึ่งเปิดปาก ตัวนึงปิดปาก ว่ากันว่าท่าทางของมันนั้นได้แฝงความหมายอะไรบางอย่างไว้ด้วยล่ะค่ะ  รูปเราถ่ายมาไม่ค่อยชัด แต่พอจะเดาได้มั้ยคะว่าตัวที่หันไปฝั่งไหนมีท่าทางยังไง 😛

munich_IMG_3063_1024

เป็นอันว่าจบการเดิน Walking Tour ครั้งแรกด้วยความประทับใจและเมื่อยเป็นอย่างมาก ใครยังไม่เคยก็แนะนำให้ลองนะคะ อาจจะได้ความรู้เกร็ดอะไรดีๆเพิ่มขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อเลยทีเดียว 🙂

[ นอกจากโพสที่นี่ ลงบทนี้ไว้อีกที่ในกระทู้ http://pantip.com/topic/33784472 นะคะ ]

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s