มาทัวร์ Jüdisches Museum Berlin กัน!

ที่เยอรมันมีมิวเซียมให้เลือกชมเยอะมากกกกกก  แต่หนึ่งในมิวเซียมที่เราประทับใจเป็นอันดับต้นๆคือที่  Jüdisches Museum / Jewish Museum ค่ะ

เวลาคนมาเที่ยวต่างประเทศเราเข้าใจว่าบางทีไม่มีเวลาที่จะไปเก็บมิวเซียมเท่าไหร่นักถ้าไม่ได้เป็นที่ๆชอบจริงๆ เราเองก็ไม่ใช่ขามิวเซียมขนาดนั้น แต่บางที่…มันรู้สึกไม่อยากปล่อยผ่านน่ะ เลยจะขอพาทัวร์เล็กน้อย เผื่อใครมาเที่ยวเบอร์ลินอาจจะสนใจอยากไปเยี่ยมชมบ้าง  🙂 batch_IMG_1028_1024 2

เราเคยอ่านบันทึกของแอน แฟรงค์ตั้งแต่สมัยม.ต้น อาจจะเพราะเด็กไปแต่จำได้ว่าตอนอ่านจบแล้วรู้สึกหดหู่มาก แต่ก็ยังมีความรู้สึกว่าอยากลองไปเห็นสถานที่จริงๆซักครั้ง เป็นส่วนนึงที่ทำให้รู้สึกสนใจเจ้ายิวมิวเซียมนี่ขึ้นมา ถึงที่นี่จะไม่ได้เกี่ยวกับแอน แฟรงค์โดยตรงก็เหอะ

เริ่มจากสถานที่ ขึ้น U-Bahn แล้วลงที่ป้าย Kochstr./Checkpoint Charlie หรือ Hallesches Tor จากจุดนั้นเดินประมาณไม่เกิน 10 นาทีค่ะ 

พอเดินมาถึง ทางเข้าจะอยู่ตึกที่การออกแบบดูเป็นตึกเก่าด้านซ้ายมือค่ะ  เพราะทางขวามือซึ่งเป็นตัวมิวเซียมนั้นจะไม่มีประตูทางเข้าชมนิทรรศการและไม่มีทางเชื่อมบนดินระหว่างสองตึกนี้ด้วยล่ะ! 

batch_IMG_0985_1024

พอเข้าไปก็ต้องผ่านเครื่องตรวจ ซื้อบัตรเข้า ตอนนั้นเราใช้ Museum pass ซึ่งสามารถเข้าชมที่นี่ได้ ก็ยื่นบัตรที่เคาท์เตอร์เค้าจะให้บัตรเข้ามาค่ะ แต่ถ้าต้องซื้อบัตร ค่าเข้าชมปกติอยู่ที่ 8 ยูโร ถ้ามีบัตรนักเรียนลดเหลือ 3 ยูโร ผ่านจุดซื้อบัตรแล้วต้องไปฝากกระเป๋าและเสื้อโค้ทที่ทางฝั่งซ้ายมือ ก่อนเข้าชมมิวเซียมโดยเดินผ่านทางเชื่อมสองตึกจากชั้นใต้ดินกันค่ะ 

ส่วนตึกที่เป็นตัวมิวเซียมหรือส่วนตึกใหม่ หน้าตาแบบภาพซ้ายมือค่ะ ถ้ามองจากด้านบนจะเห็นว่าออกแบบเป็นรูปซิกแซก ตัวตึกเคลือบด้วย Zinc และหน้าต่างจะเป็นเส้นไลน์แคบที่เห็นพาดอยู่บนตึกนั่นแหล่ะ ครั้งแรกที่เห็นรู้สึกว่าเป็นตึกที่มีเอกลักษณ์มากจริงๆ 

batch_collage

ถ้าอยากเช่า Audio guide จะต้องวางพาสปอร์ตด้วย ดังนั้น ถ้าจะเช่าก็อย่าลืมหยิบออกมาจากกระเป๋าก่อนฝากของนะคะ 

ตัว Audio guide เป็น iPod touch (ไม่รู้ตอนนี้เปลี่ยนรุ่นไปยัง 55)  ส่วนบัตรสีแดงคือเป็นตัวที่แลกพาสปอร์ต ค่าเช่าอยู่ที่ 3 ยูโรค่ะ 

ขอบอกว่าข้อมูลเยอะละเอียด แต่ถึงไม่เช่าในมิวเซียมก็มีอะไรให้เล่นให้อ่านเยอะมากพอแล้วล่ะ  

3 สิ่งหลักๆที่ต้องชม  เริ่มที่ชั้นใต้ดินจะมีทางแยกสามทาง เราจะผ่าน Rafael Roth Learning Center ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลยกแรกเกี่ยวกับยิว เข้าไปลองฟังได้ค่ะ เราใช้เวลาลองเล่นส่วนนี้นิดหน่อยก่อนไปต่อ 

ทางเส้นนี้เรียกว่า “Axis of Continuity” เป็นทางเดินสายที่ยาวที่สุด ปลายทางนำไปสู่บันไดยาวที่ทอดสู่โซนนิทรรศการหลักค่ะ

แยกแรกของชั้นใต้ดินหรือ “Axis of the Holocaust” เราจะตรงไปที่ Holocaust Tower เป็นห้องที่ว่างเปล่าหนาวเย็น ไม่มีเครื่องทำความร้อน มีช่องข้างบนที่ทำให้ได้ยินเสียงโลกภายนอกและมีแสงสว่างลอดเข้ามาได้แต่นั่นก็เป็นทางออกที่เอื้อมไม่ถึง จริงๆการตีความขึ้นอยู่กับแต่ละคน แต่เราค่อนข้างคิดไปว่ามันคงเหมือนความรู้สึกของชาวยิวในช่วงเวลาที่ยากลำบาก เป็นห้องที่เราแอบหลอนเลยทีเดียว 

ภาพ Holocaust Tower มือถือเราเก็บมาไม่ได้เพราะมันมืดมาก คงต้องดูหน้าจอ iPod ข้างบนนะคะ ^^’

batch_IMG_0997_1024แยกที่สอง  “Axis of Emigration” นำทางเราออกไปที่สวนด้านนอกที่ชื่อ The Garden of Exile ประตูที่เราผ่านออกมายังสวนเป็นประตูเหล็กหนาหนัก  มีแท่งคอนกรีตตั้งอยู่ในสวนแทนที่จะเป็นต้นไม้ แท่นคอนกรีต 49 แท่งนี้ในแวบแรกเราอาจจะคิดว่ามันไม่ตรง แต่พอเดินเข้าไปอีกหน่อยจะพบว่า เป็นพื้นต่างหากที่ไม่เท่ากัน! 

เราลองเดินเข้าไป มองขึ้นไปเห็นท้องฟ้า แต่จำได้มั้ยคะว่าเราเข้ามาจากชั้นใต้ดิน? เรารู้สึกแปลกประหลาดมากในสวนนี้ คงเป็นความรู้สึกไม่มั่นคงของคนที่อพยพตัวเองออกไปละมัง  

batch_IMG_1029_1024 2

จากนั้นเรากลับเข้าอาคาร ไปเดินชมนิทรรศการตามเส้นทางในชั้น 1 และ 2 ค่ะ เนื่องจากมีพื้นที่กว้างมาก เลยจะมีเก้าอี้นั่งให้พักเป็นระยะๆ นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่ประจำจุดต่างๆ ถ้าหลงทาง หรือกระทั่งพลัดหลงกับเพื่อนที่มาด้วยกัน ก็สามารถเดินเข้าไปถาม อธิบายลักษณะเพื่อนให้เจ้าหน้าที่วอตามหาตัวได้ค่ะ (เป็น function ที่ทราบมาจากจนท.ท่านหนึ่ง ไม่คิดว่าจะมีคนใช้จริงๆ แต่มันกว้างมากขนาดนี้ก็เป็นไปได้นะ 555) 

[ข้างในอาคาร หน้าต่างที่บอกว่าเป็นเส้นแคบๆ มองจากข้างในหน้าตาเป็นแบบนี้ค่ะ]

batch_IMG_1023_1024 2

ในนั้นมีอะไรให้อ่านให้ดูเยอะแยะเลยค่ะ มีประวัติของยิวเริ่มตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 10 ที่มาเรื่องข้อจำกัดทางศาสนาในเรื่องการหากำไรจากดอกเบี้ยทำให้ยิวเกิดเป็นชาติที่ร่ำรวยขึ้นมาจากตรงนี้ มีวัฒนธรรมเรื่องด่างๆ เช่น การแต่งงาน ของที่กินเป็นอาหาร อะไรพวกนี้ นอกจากนิทรรศการที่เดินๆอ่านหรือเป็นภาพเคลื่อนไหว ก็มีพวกที่เป็น interaction หลายอย่างเลยค่ะ  อย่างในภาพซ้ายอันนี้เป็นเก้าอี้ให้นั่งได้ด้วยระหว่างดูหน้าจอ ไปสองครั้งก็เจอคนเล่นอยู่ตลอดเลยไม่ได้ลองฟัง -____-;

ตัวอย่างอันที่เราลองเล่น มีให้จัดกระเป๋าให้ผู้หญิงคนนึงที่จะเดินทางไปค้าขาย เธอเป็นแม่ค้าที่โด่งดังในสมัยนั้นค่ะ มีอะไรที่คิดว่าจำเป็นกับการเดินทางก็จัดๆไป ของที่มีให้เลือก เช่น เครื่องชั่ง หนังสือ เครื่องดนตรี (มีโทรศัพท์มือถือด้วยถ้าเราจำไม่ผิด 55) แล้วเครื่องก็จะบอกว่าจัดถูกผิดกี่อย่าง เราว่าเป็นการเล่าที่น่ารักดีค่ะ เหมือนได้ดูประวัติศาสตร์ย่อๆว่าชีวิตคนสมัยนั้นเป็นยังไงไปด้วย batch_IMG_1024_1024 2

ในช่วงที่มีปัญหาที่ยิวเริ่มถูกจำกัดอิสระภาพอะไรหลายๆอย่าง มีเครื่องหนึ่งถามว่า จะไปทำกิจกรรมโน่นนี่  เวลากี่โมง แล้วคำตอบจะแสดงให้เห็นว่า ถ้าเราเป็นยิว เราจะทำกิจกรรมนั้นได้มั้ย เช่น จะไปซื้อของที่ซุปเปอร์ ก็มีกำหนดเวลาว่าหลังกี่โมงห้ามซื้อ หรือจะออกไปเดินข้างนอก นี่เป็นเวลาที่ออกนอกบ้านได้รึเปล่า อะไรทำนองนั้น

ระหว่างที่เดินในมิวเซียม บางส่วนจะมีพื้นที่ว่างๆอยู่…เป็นความตั้งใจในการออกแบบที่จะแสดงถึงการหายไปของชาวยิวจากสังคมของเยอรมันค่ะ 

batch_IMG_1047_1024 2

ก่อนออกจากนิทรรศการหลักจะเป็นห้องของยิวในปัจจุบันค่ะ เป็นรูปคนที่กล่องไฟ แล้วก็มีคำสัมภาษณ์เค้าเหล่านั้น วันที่เราไปก็เจอครอบครัวกับเด็กวัยกำลังโตมาจำนวนหนึ่งเลยทีเดียว ใกล้ๆทางออกจากโซนหลักก็มีห้องที่เป็น Children’s Island เป็นนิทรรศการสำหรับเด็กอยู่ด้วยล่ะ

Highlight สุดท้ายก่อนจะออกจากที่นี่ ชื่อห้อง Memory Void ค่ะ จะเป็นห้องเพดานสูงจากชั้นนี้ไปจนจรดเพดานเลยทีเดียว บนพื้นเป็นหน้าที่เรียกว่า Fallen Leaves กว่าหมื่นหน้า เป็นตัวแทนเหยื่อผู้บริสุทธิ์จากความรุนแรงและสงครามค่ะ batch_IMG_1004_1024

อย่าลืมไปเดินบนพื้นนี้นะคะ เสียงอาจจะดังบ้าง แต่จริงๆคอนเซปต์คือก้าวเดินของเราทำให้ใบหน้าเหล่านั้นได้ส่งเสียงอีกครั้งค่ะ!  

จบจากที่นี่ เราต้องเดินลงชั้นใต้ดิน กลับทางเดิมที่เราเดินลงมาจากตึกเก่า เป็นอันจบสิ้นการทัวร์ค่ะ 

สรุปแล้ว ที่นี่เป็นเรื่องราวประวัติศาสตร์ความเป็นมา การใช้ชีวิต เรื่องของคน ดูแล้วอาจจะมองเห็นภาพชนชาตินี้ได้กว้างขึ้นกว่าคำว่าฆ่าล้างเผ่าพันธุ์  ที่นี่พอดูจบแล้วไม่ได้ทำให้เรารู้สึกหดหู่มากเหมือนเวลาที่เราอ่านเรื่อง Concentration Camp นะคะ คือมีรู้สึกบ้างบางช่วงแต่ไม่ใช่ทั้งหมด อย่างโซน Holocaust Tower ระหว่างทางจะมีพวกสิ่งของ จดหมายของคนยิวที่ถูกส่งไปค่ายกักกันอะไรแบบนี้ แต่อย่างที่บอกว่าในภาพรวมดูจบเราไม่ได้รู้สึกเศร้ามากๆน่ะ คิดว่าเป็นมิวเซียมนึงที่ควรไปเยือนถ้ามีโอกาสได้ไปเบอร์ลินนะคะ 🙂

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s